วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ตรรกะวิบัติ เรื่องส่วย


ส่ ว ย



          ตั้งแต่อดีตจนถึงในยุคปัจจุบันสมัยนี้ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องการคอร์รัปชั่นคงไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้เลยว่าการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่อยู่กับสังคมมาอย่างช้านาน โดยมีให้เห็นกันอยู่กลาดเกลื่อน คนเราทุกคนย่อมมีความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเงิน อำนาจ หรือชื่อเสียง ถ้าได้มาคงยากที่จะปฏิเสธ…


          เราต่างรู้ดีว่าการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ไม่รู้ว่ามันไม่ดีอย่างไร พอไม่รู้ก็เป็นธรรมดาที่ไม่เห็นโทษของการคอร์รัปชั่น จากปัญหาในเรื่องการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นจนยิ่งนานวันเข้าคนเรากับไม่เห็นการคอร์รัปชั่นที่เป็น ปัญหา โดยหลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องของตนเอง แต่หากมองย้อนกลับไป บางสิ่งบางอย่างในความคิดอาจจะเกิดจากการบ่มเพาะมาเป็นเวลานานของสังคมจนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ปกติ”


          ตัวอย่าง การคอร์รัปชั่นโดยที่ถ้ามีการทุจริต แต่ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนและตัวเราเองได้รับผลประโยชน์อีกทั้งยังกินดีอยู่ดี เราจะยอมรับการทุจริตนี้ได้ไหม ซึ่งถ้ามองถึงความต้องการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับเราแล้ว คงมีคงจำนวนไม่น้อยที่จะยอมให้มีการทุจริตนี้เกิดขึ้น เพียงเพราะต้องการให้ตัวเองสบาย เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า ยังมีคอร์รัปชั่นบางชนิดที่สร้างผลประโยชน์ให้ แต่กระนั้นก็ต้องเข้าใจด้วยว่าผลประโยชน์ที่ได้รับมานั้นจะมาเป็นแบบไม่ยั้งยืนตลอดไป และอาจสร้างความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้


          การคอร์รัปชั่นจะเป็นสิ่งทำลายบุคคล งบประมาณ การบริหารงานทั้งปวงให้เสียหายได้ทั้งระบบ ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆจึงพากันหาช่องทางที่จะป้องกันการคอร์รัปชั่นให้หมดไป อีกทั้งบางประเทศได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อป้องกันและปราบปรามเหล่าผู้คอร์รัปชั่น พร้อมทั้งออกกฎหมายกำหนดโทษไว้ถึงขั้นรุนแรงเช่นกัน


          ทางด้านนักวิชาการหลายท่าน ก็ได้มีความเห็นตรงกันที่ว่าไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น จะมีก็เพียงแต่คำว่า คอร์รัปชั่นน้อยหรือมากเท่านั้น และให้คำนิยามของการคอร์รัปชั่นไว้ว่า คือ การทุจริต การฉ้อโกง การฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น การที่บางประเทศมีการคอร์รัปชั่นต่ำไม่ใช่ว่าเขาควบคุมการคอร์รัปชั่นแบบหอมปากหอมคอ แต่เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ยอมให้เกิดการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ แต่ก็ยังมีเล็ดลอดออกไปอย่างที่เห็นๆได้กันอยู่ ถึงแม้ขณะนี้จะพบว่า มีหลายคนให้ความสนใจในการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า คอร์รัปชั่นมันไม่สามารถหมดไปได้


   
          ในประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในราชการ หรือก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั่นเอง เพื่อป้องกันการทุจริตแต่ถึงอย่างนั้นแล้วมีไม่น้อยที่สามารถเล็ดลอดออกไปได้ การคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่คนๆเดียวจะทำได้ แต่เพราะสินบนที่ปิดปากไว้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อสิ่งนั้น ก็ได้เงินหรือตำแหน่งต่างๆมาไว้ในมือแล้ว



          อยู่เฉยๆแล้วได้เงิน…ใครจะไม่เอาล่ะ อย่างที่เราเห็นและรู้กันอยู่ มนุษย์มีความ “โลภ” มี “กิเลส” ความต้องการ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ส่วนตัวการที่คอร์รัปชั่นไม่หมดไปอาจจะเป็นเพราะโดยที่เราเองก็เป็นผู้ “ร่วม” ขบวนการเช่นกัน จากด้านบนที่ได้เกริ่นถึง การคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากการบ่มเพาะมาเป็นเวลานานจนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ย้อนไปเมื่อตั้งแต่วัยเด็ก เราเคยมีความคิดที่อยากได้ของของเพื่อนบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา กิ๊บติดผม หุ่นยนต์ โตขึ้นมาหน่อยก็เป็น ไม้บรรทัด หรือ กล่องดินสอ ก็ตาม หยิบไปโดยไม่บอกกล่าวเพราะคิดว่า “เดี๋ยวเพื่อนก็คงมีไม้บรรทัดอย่างนี้อีก คงไม่เป็นไรถาเราจะเอาไป” หรือไม่ แม้กระทั่ง ขนมหรือของกินก็ตาม เมื่อของเหล่านี้อยู่ตรงหน้าแต่โดนสั่งว่าอย่าเพิ่งทานนะ แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะชิมสักเล็กน้อย ยิ่งมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อไป และต่อไปเรื่อยๆ


          ในปัจจุบันมนุษย์รักความสบายยิ่งขึ้นยอมให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐจนเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้ได้สิ่งของที่ตนต้องการถือเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ทำกันจนกลายเป็น “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ที่ต้องให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ จนกลายเป็นภาพเหมารวมที่ว่าถ้าเราจะมาติดต่ออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับรัฐเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบาย เราต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา เพื่อให้ตนได้รับความสบาย



          ทั้งนี้การจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือที่บางท่านอาจเรียกว่าการจ่าย ”ส่วย” ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อการขับรถยนต์ที่บรรทุกของเกินความสูงให้ผ่านออกมาจากด่านหรือป้อมตำรวจนั้น จนเกิดกลายเป็นธรรมเนียมการจ่าย ส่วยแบบ”รายเดือน”ไปซะงั้น ดูเหมือนว่าตกลงการจ่าย”ส่วยประจำเดือน”เป็นสิ่งปกติและถูกต้องไปเช่นนั้นแล้ว คนรับเองก็ไม่เกี่ยงดีซะอีกอยู่เฉยๆใช้ตำแหน่งจัดการให้ก็ได้เงิน คนจ่ายเองก็ดีใจแค่จ่ายไปก็สามารถทำผิดได้เรื่อยๆ มูลค่าเงินที่ต้องจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ต่างไม่เท่ากันในแต่ละคน จากน้อยไปมาก แต่เชื่อว่าหลายๆคนก็เลือกที่จะทำ



          ยกตัวอย่างเช่นข่าว รถสิบล้อร้องตำรวจทางหลวงเรียกรับส่วย (ข้อมูลข่าวจากเว็บไซต์ เดลินิวส์ 07 กันยายน 2554 ) ผู้ประกอบการรถบรรทุกสิบล้อทั่วประเทศ เรียกร้องให้โยกย้ายผู้บังคับการตำรวจทางหลวง หลังปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วยการเรียกรับส่วย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท


          เราจะเห็นได้ชัดว่าข่าวข้างต้น กล่าวถึงสังคมปัจจุบันที่มีการคอร์รัปชั่นจากการจ่ายส่วย การร้องเรียกการเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอันในอันที่จริงแล้วทุกคนล้วนไม่ต้องการมีความผิดคนบางส่วนยอมจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่เป็นค่าผ่านทาง ซึ่งเราเองก็ยอมรับว่าการจ่ายส่วยรายเดือนให้ตนผ่านเส้นทางจราจรเพื่อประกอบทำอาชีพนั้น มีอยู่ทั่วทุกแห่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าจะใช้เพื่อในการเบิกทางการขับขี่รถยนต์เมื่อเรามีปัญหาก็ให้เจ้าหน้าที่ ที่รับส่วยของเรานั้นจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา


          ถ้าจะถามถึงผู้จ่ายส่วยว่ายินดีที่จะจ่ายหรือเปล่า คงหนีไม่พ้นคำตอบว่ายินดี จ่ายให้เพราะไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่ทำเพราะ“ยังมีคนอื่นๆที่ทำเช่นเดียวกัน” รู้ว่ามันผิดไม่ควรทำแต่คนอื่นๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น ลองมองในส่วนกลับกัน ถ้าเราเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองไม่ใช่คนเดียวที่จะมีการเรียกเก็บส่วยอาจจะเกิดความคิดที่ว่า“ที่ไหนๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น ถึงเราไม่ทำคนอื่นก็ทำอยู่ดี” โดยในแต่ละพื้นที่ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ที่เป็นคนใหญ่คนโตควบคุมดูแลอยู่ ก็ย่อมเป็นเรื่อง่ายที่จะทำการคอร์รัปชั่นโดยการเรียกเก็บค่าส่วย


          หากจะถามถึงเหตุผลการคอร์รัปชั่นบนทางจราจรแล้ว เราคงต้องมองย้อนไปถึงตัวของผู้ใช้ทางจราจรและตัวเจ้าหน้าที่ ว่าเริ่มมาจากอะไรจึงมีส่วยแบบรายเดือนเกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องมาจากการที่เราทำผิดกฎจราจร หรือผู้ที่ทำกิจการ โรงงาน ต่างๆที่ต้องบรรทุกที่ทำผิดกฎขับผ่านเส้นทางเป็นประจำ ความที่ต้องเป็นประจำโดยอาชีพนั้นส่งผลต้อข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่ เกิดการส่ง “ส่วยประจำเดือน” ขึ้น


          ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ว่า“ยังมีคนอื่นๆที่ทำเช่นเดียวกัน” หรือว่าจะเป็น “ที่ไหนๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น ถึงเราไม่ทำคนอื่นก็ทำอยู่ดี” เป็นเพียงการสรุปนอกประเด็นที่ใช้เป็นเกราะปกป้องตัวเองให้การทำผิดเป็นเรื่องที่ดูปกติไม่ได้ผิดแปลกอะไรเลย โดยที่การยกเอาความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ยืนยันความถูกต้องในประเด็นต่างๆของตนเอง


          สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอาจมีมุมมองทางความคิดในเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ การทุจริตจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำง่ายเพราะทำกันจนชินไปเสียแล้ว หรือบางครั้งถึงแม้เราจะรู้ว่ามันผิดแต่เนื่องจากอาจมีสาเหตุบางหรืออะไรบางที่บีบบังคับให้เราต้องทำอย่างนั้น



          อย่างไรก็ตามคอร์รัปชั่นคงยังเกิดขึ้นถ้ายังมีคนที่เห็นดีเห็นงาม ทำเป็นปิด หู ปิดตา ปิดปาก รอรับเงินใส่กระเป๋าเพื่อให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็อยู่ที่ตัวของทั้ง2ฝ่ายทั้งฝ่ายกระทำและฝ่ายเห็นดีเห็นงาม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำผิดพลาดไปอาจแก้ไขไม่ได้แล้ว...




          บทความนี้ฉันเขียนขึ้นเพื่อส่งอาจารย์ในรายวิชาตอนปี 1 และอยากนำเสนอให้ผู้อ่านได้อ่านกัน ติชมได้ค่ะ หลังจากนี้อาจจะมีงานเขียนต่างๆ ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า
             

เขียนโดยกวินณา บูชา (เกล)
วันที่ 17 ตุลาคม 2558

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560

ตะลุย1วันกับประสบการณ์"สไบมอญ"

ตะลุย1วันกับประสบการณ์"สไบมอญ"

สไบมอญ

-จุดเริ่มต้นของการเดินทาง


"สไบมอญ" หลังเสียงอาจารย์ในรายวิชาสารคดีข้ามสื่อกล่าวจบลง พร้อมโจทย์งานใหญ่ชิ้นแรกของวิชาที่ให้ไปทำ สมองอันน้อยนิดของฉันเริ่มขบคิดแล้วว่าสไบมอญที่อาจารย์พูดถึงนั้นมันคืออะไร...  อย่างแรกที่จะช่วยคลายความสงสัยของฉันได้คงหนีไม่พ้นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในมือตอนนี้ เครื่องมือสื่อสารสีขาวชมพูตามแบบฉบับเด็กสาวเริ่มเปิดหน้าต่างของเว็บต่างๆ เนื้อหาที่เกี่ยวกับสไบมอญได้ฉายบนหน้าจอให้อ่าน ...สีสันที่ฉูดฉาด การวางสีที่ตัดกัน ลายผ้าที่เเน่นแฟ้นไปด้วยความหมายจากการปักด้วยมือ ใช้พาดไหล่ ชาวมอญ และ ต.เจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร...


-ผูกเชือกรองเท้าให้แน่นแล้วไปกับเรา


"สมุทรสาคร10คนค่ะ!" ใช่แล้วคุณผู้อ่าน คุณอ่านไม่ผิดหรอก10ชีวิต ที่ยกโขยงกันขึ้นรถตู้ ไหนๆในกลุ่มงานนี้มีกัน10คน ก็ไปกันให้หมดทุกคนนี่ล่ะ ...คนจ่ายตั๋วรถเงยหน้าขึ้นมองฉันแล้วพยักหน้ายื่นบัตรคิวสำหรับขึ้นรถมาให้10ใบ แอร์จากหน้ารถที่เร่งความแรงจนสุดพยายามทำหน้าที่ของมันอย่างสุดความสามารถ ยังต้องยอมแพ้กับสภาพอากาศที่อบอ้าวเช่นนี้ แสงแดดสาดเข้ามาในตัวรถจนลืมไปว่าในรถก็ติดฟิล์มกรองแสงไว้ ใครนั่งติดกับหน้าต่างตรงแสงส่องเข้ามาก็ขอให้โชคดี คงแสบผิวไปตามๆกัน ล้อรถเริ่มเคลื่อนตัวเมื่อผู้โดยสารครบ15คน มุงหน้าไปสู่ปลายทางของเรา..สมุทรสาคร


-ถึงจุดหมาย


กว่า40นาที ที่นั่งรถตู้ ล้อรถก็ได้หยุดเคลื่อนตัวเมื่อถึงตลาดมหาชัย จ.สมุทรสาคร จังหวัดที่ฉันเกิดและเติบโตมาตลอดอายุ20ปี ใครว่าที่กรุงเทพฯร้อนมากแล้วลองมาที่นี่สิ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ติดกับปากอ่าวไทย รวมถึงแม่น้ำท่าจีนได้พัดเอาความร้อนเข้ามา พูดได้คำเดียว "ร้อน!" ถึงฉันจะเกิดและเติบโตจากที่นี่ยังไม่สามารถทนอาการเช่นนี้ได้นาน เกริ่นมาหลายบรรทัดแล้ว แต่เราก็ยังไม่ถึงจุดหมายจริงๆสักที 10ชีวิตต่างกวาดตามองหารถประจำทางที่จะไป ต.เจ็ดริ้วจนเจอ นั่งรถประจำทางสุดสายอีกประมาณ1 ชั่วโมง สภาพทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนจากตึกราบ้านช่อง กลายมาเป็นร่องสวนมะพร้าว ผลไม้หรือพืชต่างๆ ที่ถ้าเราอยู่ในตัวเมืองจะไม่ได้เห็นแบบนี้...  และเราก็ถึง วัดเจ็ดริ้ว


-ตามหาข้อมูลสัมผัสประสบการณ์จริง


สายตานับร้อยคู่ที่มองมาที่กลุ่มพวกฉัน เขาคงแปลกใจเนื่องจากสภาพพร้อมรบนี้ ขาตั้งกล้องตัวใหญ่ กล้องโปร (กล้อง DSLR)อีก3-4ตัว รวมถึงการจับกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ ...พี่เดี่ยว นายธีราศักดิ์ วงษ์จู นักพัฒนาชุมชน อบต. เจ็ดริ้ว เป็นผู้ออกมาต้อนรับหลังจากติดต่อกับพี่เขาก่อนที่จะเดินทางมา ในวัดมีการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสืบสานประเพณีความเป็นมอญ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของใช้ต่างๆที่ถูกแปรรูปให้มีความหลากหลาย 
...สีสันที่ฉูดฉาด การปักลายผ้าด้วยมือ ใช่แล้วนั่นคือสไบมอญ พวกเราต่างมองไปจุดเดียวกัน เห็นคุณป้าชาวมอญหลายคนต่างนั่งปักลายผ้าสไบ พร้อมกับลักษณะการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์มีผ้าสไบมอญพาดบ่า คุณป้าต่างอวดลายบนผืนผ้าที่ตัวเองทำ และฝีมือการปักผ้าของตนเอง

ต้องบอกเลยว่าป้าๆแกเขาทำสวยจริงๆ


หลังจากนั้นพี่เดี่ยวพาขึ้นรถกระบะขับมุ่งหน้าไปยัง หมู่5 ต.เจ็ดริ้ว ด้วยสมาชิกที่เยอะจนนั่งหน้ารถทั้งหมดไม่พอ จะต้องมีการเสียสละตนเองเพื่อออกมานั่งหลังกระบะท้ายรถกัน เจ้าพระอาทิตย์ทรงกลมที่ลอยตั้งฉากกับตัวจนไม่เห็นเงาตัวเองที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ รอบข้างที่เป็นป่า ฝุ่นคลุ้งตลบท้ายรถเมื่อรถวิ่งจากถนนดินแดงที่ไม่ได้ถูกราดกลบด้วยยางมะตอย หรือทำพื้นถนนอย่างเส้นถนนหลักในเมือง พี่เดี่ยวจอดรถหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง...


-ย้อนรอยประวัติศาสตร์ชาวมอญ


คนมอญเคยมีรัฐมอญอยู่ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดีตอนล่าง ในอดีตที่ตกอยู่ในภาวะสงคราม จากปัญหาความขัดแย้ง จนทำให้รัฐมอญต้องถูกรวมเป็นหนึ่งกับประเทศพม่า ในยุคหลังการล่าอนานิคมจากอังกฤษ ชาวมอญซึ่งไร้แผ่นดินอาศัย ถูกกดขี่รีดไถต่างๆนานา จำต้องอพยพเข้ามายังผืนแผ่นดินไทย ปักหลักตั้งถิ่นฐานมาให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ที่น่าสังเกต คือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนมอญ ที่ยังคงปรากฏอยู่ให้เห็นจนถึงทุกวันนี้
ในระแวกลุ่มแม่น้ำภาคกลาง มีคนไทยเชื่อสายมอญอาศัยอยู่หลายจังหวัด และชุมชนมอญเจ็ดริ้วจังหวัดสมุทรสาคร ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ยังคงสืบสานกรรมวิธีการปักผ้าสไบมอญนี้ไว้ จากบรรพบุรุษซึ่งเคยเป็นกลุ่มมอญที่ลี้ภัยมาจากพม่าซึ่งเดินทางจากรัฐมอญเข้ามาตั้งรกรากแห่งใหม่ในแผ่นดินไทยเมื่อ 200 กว่าปีก่อน
(ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.openbase.in.th/node/10070)


-สไบมอญ


หญาดฮะเหริ่มโต๊ะ หรือ สไบมอญ คือผ้าสไบที่มีสีสันฉูดฉาดตัดกันไปมา สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างสรรค์ออกมาจากจากชาวมอญ รวมถึงการปักลายผ้าของสไบมอญที่จะใช้มือบรรจงปักด้ายลงบนผ้าไปทีละเส้นทีละเส้น ถ่ายทอดความรู้สึก ความรักชาติ รักวัฒนธรรมของตน ลงบนผืนผ้าจนออกมาเป็นลวดลาย ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นระยะเวลาหลายชั่วอายุคน สไบมอญจะถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งงานมงคลต่างๆ หรือ พิธีอัปมงคลต่างๆ ซึ่งชาวมอญไทยจะห่มผ้าสไบนี้ไปงาน โดยการพาดจากไหล่ซ้ายไปด้านหลัง อ้อมใต้รักแร้ขวา แล้วขึ้นไปทับบนไหล่ซ้าย นำด้านที่มีลวดลายดอกไม้ออก หากไปงานรื่นเริง เที่ยวเล่น ก็ใช้คล้องคอแทนหรือพาดลงมาตรง ๆ บนไหล่ซ้ายแทน


                                                                                                วิธีการห่มสไบ

-ใกล้ชิดวัฒนธรรม


ย้อนกลับมาที่พี่เดียวได้จอดรถติดกับบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเราก็ได้มารู้จักกับ ป้าสำเนา พุกผาสุก รองประธานกลุ่มสตรี ต.เจ็ตริ้ว จ.สมุทรสาคร ที่กำลังสอนเด็กๆปักลายผ้าสไบมอญ โดยป้าสำเนาเล่าให้ฟังว่า สไบมอญนั้นถ้าหากจะเปรียบคงเปรียบเสมือนเป็นชีวิตจิตใจของคนมอญไทย ถึงแม้วิธีปักทอผ้าสไบมอญได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ซึ่งในอดีตใช้ผ้าทอด้วยมือ แต่ปัจจุบันนิยมใช้ผ้าไหมสำเร็จรูปแทน ทั้งนี้การปักผ้าสไบมอญแต่ละผืนจะใช้เวลานานราวๆ 1เดือน เพราะส่วนมากจะใช้เวลาว่างมาปัก นอกจากนี้ลวดลายบนผืนผ้าได้ถูกดัดแปลงจากเดิมไปบ้างเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่ขอบสไบก็ยังคงเป็นขอบหยักหรือที่เรียกว่าขอบโตกเช่นเดิม

แต่ถึงอย่างนั้นถึงวีธีการปักได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของสไบมอญลดลง กลับยิ่งเป็นการสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น ด้วยลวดลายการปักที่ยังคงเอกลักษณ์ดั่งเดิมที่สืบทอดต่อๆกันมา การปักลายผ้าให้เป็นลวดลายดอกไม้ต่างๆ หรือที่เรียกว่า ลายดาวล้อมเดือน ถูกปักทอดยาวตลอดผืน โดยมีความหมายเปรียบได้กับพระมหากษัตริย์ที่ล้อมรอบด้วยประชาชน แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ขอบโตกและลายดาวล้อมเดือน

-สไบมอญร้อยปี


            ป้าสำเนานำผ้าสไบมอญที่มีอายุกว่า100ปีแล้ว ที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ เป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ด้วยชนิดผ้ากำมะริด และลวดลายบนผ้าที่ถูกบรรจงปักด้วยฝีมือของบรรพบุรุษในอดีต โดยลายปักเป็นรูปดอกพิกุล ล้อมรอบด้วยลายดอกจันทั้งผืน และใช้เส้นด้ายขนาดเล็กมาปักเป็นลวดลาย แสดงถึงเอกลักษณ์ของคนมอญอย่างแท้จริง

"เพราะผ้าสไบมอญ เปรียบได้กับเป็นชีวิตจิตใจของคนมอญไทย ที่ไม่สามารถหาสิ่งใดเข้ามาแทนได้ เวลาไปทำบุญแล้วต้องขึ้นศาลา หากขาดสไบ จะรู้สึกแทบไม่อยากขึ้นศาลา ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือน แกงไม่ใส่ชูรส"  ป้าเสาเนากล่าว โดยกรรมวิธีการปักผ้าสไบมอญนี้ได้ถูกส่งต่อให้ชาวมอญรุ่นหลังเพื่อรับรู้ถึงจิตวิญญาณของความเป็นมอญและตระหนักถึงความเป็นชาติที่พวกเขาไม่อาจสูญสิ้นไปผ่านผ้าสไบมอญนี้  ที่เป็นสัญลักษณ์คอยเตือนใจว่า ถึงจะสิ้นแผ่นดิน แต่ชาติมอญไม่เคยหายไป

       ป้าสำเนา พุกผาสุก รองประธานกลุ่มสตรี ต.เจ็ตริ้ว จ.สมุทรสาคร
   นอกจากนี้ป้าเสาเนายังโชว์ร้องเพลงภาษามอญอีก2บทเพลงให้พวกเราได้ฟังกัน แต่อย่าถามคนเขียนเลยว่าเพลงอะไรเพราะคนเขียนเองก็ไม่รู้จัก ขอแอบบอกว่า เสียงของป้าแกเพราะจริงๆ หลังป้าโชว์เสียงลูกคอจบก็หันมายิ้มให้กับพวกเรา ในขณะนั้นเองพวกเราก็หันไปเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุราวๆ ไม่เกิน8ขวบวิ่งเล่นไปมา ป้าเสาเนาก็ได้แนะนำน้อง "ปาล์มมี่" หลานสาวตัวน้อยให้รู้จัก

-ปาล์มมี่หลานสาวคนเก่ง


ปาล์มมี่หลานสาวของป้าสำเนาอายุประมาณ 7 ขวบ ก็เป็นหนึ่งในคนไทยเชื้อสายมอญที่ยังคงอนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนะธรรมความเป็นชาติมอญ ถึงแม้เด็กสาวยังอายุเพียงแค่นี้แต่ก็ยังรู้จักการปักผ้าสไบมอญ และยังปักให้พวกเราดูด้วย
น้องปาล์มมี่

แถมเรายังมาได้รู้อีกว่าปาล์มมี่ยังเป็นตัวแทนออกงานต่างๆพร้อมกับป้าสำเนาด้วยชุดมอญที่เป็นอีกหนึ่งในเอกลักษณ์ด้วย ไม่ใช่เพียงเท่านี้เนื่องจากเกิดและเติบโตในเมืองไทย ทำให้ปาล์มมี่พูดไทยคล่องกว่าภาษามอญเสียอีก เวลาป้าสำเนาถามด้วยภาษามอญปาล์มมี่ก็ตอบกลับด้วยภาษามอญบางครั้งเช่นเดียวกัน

-โบกมือจากลาเจ็ดริ้ว


           เมื่อเข็มนาฬิกาชี้ไปยังเลข4เข้าถึงช่วงบ่าย และแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่ยังคงเผาผลาญ  พวกเราก็ต้องโบกมือลากับหมู่บ้านเจ็ดริ้วนี้ แต่ก่อนจะจากไปป้าสำเนาพูดทิ้งท้ายว่า "ตอนนี้สไบมอญไม่ค่อยมีแล้ว จะมีก็แต่หมูบ้านบางแห่ง บางจังหวัดเท่านั้น ชาวมอญรุ่นหลังก็ไม่ค่อยปักผ้าลายกันเท่าไรนัก แต่ก็ใช่ว่าจะลืมเลือนยังรู้สึกดีใจที่ได้เห็นชาวมอญรุ่นหลังห่มผ้าสไบไปงานต่างๆ"

ป้าสำเนา น้องปาล์มมี่และเหล่าเดอะแก๊ง

-สืบสาน


          แม้เวลาจะผ่านไป แต่ความตั้งใจที่จะสืบทอดสไบมอญ ก็ยังเป็นความตั้งใจที่มิอาจเสื่อมคลายลงได้ ยังอยู่คู่กับชาวมอญไปตลอด ที่หวังจะนำเอกลักษณ์ที่สะท้อนผ่านผ้าสไบ ส่งต่อไปยังเด็กรุ่นใหม่ ให้ได้เชยชมกับความงามของผ้าสไบที่เป็นคุณค่าทางจิตใจของคนมอญไทย ที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบได้

-ความรู้สึก/ส่งท้าย


          การที่ฉันมานั่งเขียนบรรยายเรื่องราวต่างๆ ความรู้สึก...ภาพ... ยังคงฉายชัดในช่วงเวลานั้น มันเป็นความรู้สึกอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก แต่เชื่อสิว่าหากพวกคุณได้ลองมาสัมผัสแล้ว จะทำให้รู้สึกหลงใหลไปกับวิถีชีวิตของพวกเขาจนอย่างแน่นอน การรักษาซึ่งเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ของความเป็นมอญ แม้สิ้นแผ่นดินแต่ไม่สิ้นชาติ ....ขอบคุณหัวข้อของวิชานี้ที่ให้ฉันได้สัมผัสและรู้จักกับสิ่งใหม่ๆอย่าง..."สไบมอญ"

-สารคดีโทรทัศน์ | สไบมอญ สิ้นแผ่นดิน ไม่สิ้นชาติ  (ที่ลงYouTube)


-สารคดีวิทยุ สไบมอญสิ้นแผ่นดิน ไม่สิ้นชาติ (ที่ลง YouTube)



     บทความนี้ฉันเขียนขึ้นส่งอาจารย์ในรายวิชาตอนอยู่ปี2 และอยากถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน ติชมได้ค่ะ หลังจากนี้อาจมีงานเขียนต่างๆ ทั้งรีวิวการเที่ยว หรืออื่นๆ ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^__^

เขียนโดยกวินณา บูชา (เกล)
วันที่ 6 พฤษภาคม 2559


ตรรกะวิบัติ เรื่องส่วย

ส่ ว ย           ตั้งแต่อดีตจนถึงในยุคปัจจุบันสมัยนี้ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องการคอร์รัปชั่นคงไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้เลยว่าการคอร์รั...